Support
Tamsabuy
0863239208 0870971606
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
guest
ngoh
- Guest -

Post : 18/02/2013 21:32     Forum: สอบถาม  >  โทรไปไม่รับสายเลย

guest

Post : 16/12/2012 20:52     Forum: สอบถาม  >  เจ็บปากเนื่องจากอาการ"ร้อนใน"ทำไงดีค่ะ เพื่อนๆ

เจ็บปากเนื่องจากอาการร้อนในสงสัยน่าจะพักผ่อนน้อยรบกวนเพื่อนๆคนไหนมีคำแนะนำดีๆฝากไว้ในนี้หน่อยนะคะ..ทรมานมากเรยคะ 

guest
Prae
- Guest -

Post : 17/11/2012 23:08     Forum: สอบถาม  >  น้ำมันรำข้าว

 น้ำมันรำข้าวเอมสตาร์ขายปลีกขวดละเท่าไรค่ะ ? 

ค่าจัดส่ง ems เท่าไรค่ะ ? 
สนใจมากเรยค่ะ ^^

guest

Post : 07/06/2012 15:28     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ดื่มน้ำเวลาไหนดีที่สุด

 

ดื่มน้ำเวลาไหนดีที่สุด

 


การดื่มน้ำให้ถูกเวลาจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด
 

  • ตื่นนอนมาตอนเช้าเราควรดื่มน้ำเลย 1 แก้ว เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง
  •  
  • ตอนสายๆอีก 2 แก้ว เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น การดื่มน้ำเพื่อชำระของเสียออกจากร่างกาย
  •  
  • ตอนบ่ายๆอีก 3 แก้ว
  •  
  • ตอนเย็นอีก 3 แก้ว ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร

เราจะเห็นว่าการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดีกับร่างกาย และถ้าเป็นไปได้เราควรดื่มให้ได้อย่างน้อย วันละ 8-10 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

guest

Post : 16/05/2012 15:13     Forum: บทความน่าสนใจ  >  อาหารแก้ง่วง

 

อาหารแก้ง่วง

 

1. ผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม จะช่วยต้านความหนื่อยล้าที่มาจากความเครียด

2. ผลไม้ที่มีโครเมี่ยม ได้แก่ แิอปเปิล กล้วย ฝรั่ง

3. เมล็ดพืชมากคุณค่า ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสีเช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และจมูกข้าว

4. ไขมันดีๆจากปลา เป็นอีกทางเลือกที่เสริมโปรตีนละกรดไขมันโอเมก้า-3ให้แก่ร่างกาย

 

 

 

 

guest

Post : 11/04/2012 15:23     Forum: บทความน่าสนใจ  >   วิธีทำจิตใจให้สบายขึ้นได้ด้วยตัวเอง

 

วิธีทำจิตใจให้สบายขึ้นได้ด้วยตัวเอง

1.ของที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเก็บไว้ก็เต็มบ้านเราควรบริจาคบ้าง เช่น เสื้อผ้า กางเกง อย่าเสียดายกับของที่ไม่ได้ใช้แล้ว เราควรแบ่งปันกันบ้าง

2.ลดอะำไรที่มันเครียดๆบ้าง หาบรรยากาศดีๆเพื่อนั่งพักผ่อนใจให้สบาย บรรยากาศเครียดๆทำให้จิตใจแย่

3.เลือกออกงานที่สำคัีญๆ บางงานปฏิเสธบ้างก็ได้ เราจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง

guest

Post : 28/02/2012 17:29     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ผลไม้ใกล้ตัวที่กินแล้วอ้วน

 

ผลไม้ใกล้ตัวที่กินแล้วอ้วน

 


การกินผลไม้ กินแล้วดี มีประโยชน์มากมาย แต่บางครั้งก็ต้องเลือกกิน และกินในปริมาณที่พอดี เพราะมีผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจจะทำให้อ้วนได้
         
ผลไม้ที่กิน แล้วอ้วนสุด ๆ คือ  กล้วยไข่
         
อันดับ 2 คือ กล้วยน้ำว้า
         
อันดับ 3 คือ ขนุน
         
อันดับ 4 คือ กล้วยหอม
         
อันดับ 5 คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก


อันดับ 6 คือ ลำไยกะโหลกเขียว
         
อันดับ 7 คือ ลองกอง
         
อันดับ 8 คือ เงาะ
          
อันดับ 9 คือ ลางสาด
         
อันดับสุดท้ายน้ำตาลน้อยสุด คือ ละมุด
         
แต่ ทุเรียน ก็เป็นผลไม้ ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลสูงมาก ๆ ใครที่กินรับรองอ้วนแน่ ส่วนผลไม้ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ได้แก่ แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วงดิบ มะละกอ และ แตงโม


รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากอ้วนจนเกินไป ลองหาผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วนมากินกันได้

 

 

 

guest

Post : 27/02/2012 17:40     Forum: บทความน่าสนใจ  >  น้ำช่วยแก้ปวดหัวได้

น้ำช่วยแก้ปวดหัวได้

 

เวลาที่ ปวดหัว คุณจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะนอนพักผ่อน

หรือไม่ก็หายาแก้ปวดมาทาน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า "น้ำ" ก็สามารถช่วยให้คุณหายปวดได้เหมือนกัน หากคุณมี อาการปวดหัวมาก จนไม่สามารถที่จะนอนหลับได้ ลองใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือขวดใส่น้ำร้อน แต่ไม่ควรจะร้อนจนเกินไป ประคบที่บริเวณท้ายทอย แล้วใช้ผ้าเย็นประคบที่หน้าผาก จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

แต่ถ้าเป็น อาการที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือเอ็นอักเสบ

ให้ใช้กระเป๋าน้ำแข็งประคบตั้งแต่ต้นคอลงมาถึงหัวไหล่ในวันแรก เพื่อลดอาการอักเสบและใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบในวันต่อ ๆ มา จะช่วยให้คลายปวดได้ หรือถ้ามี อาการปวดหัวซึ่งเกิดจากเลือดลมเดิน ไม่สะดวกรู้สึกมึน ๆ ตื้อ ๆ ให้ใช้ วิธีแช่เท้าในน้ำอุ่น โดยเริ่มจากใช้น้ำอุ่นในปริมาณน้อย ๆ แล้วค่อยเพิ่มให้น้ำร้อนขึ้น ๆ จนกระทั่งรู้สึกอุ่นสบาย แช่ไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง อาการปวดจะบรรเทาลง อีกวิธีหนึ่งก็คือ นอนคว่ำเอาหมอนรองที่หน้าอก จากนั้นเอาน้ำร้อนประคบที่หลังส่วนบน หรือบริเวณกลางหลังตรงกับแนวกระดูกสันหลัง วิธีนี้จะช่วยให้รู้สึกสบาย เลิกใช้ยาแล้วหันมาใช้ธรรมชาติช่วยก็คงจะดีไม่น้อย

guest

Post : 22/02/2012 17:33     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ประโยชน์ของชาเขียว

 

ประโยชน์ของชาเขียว

 

ใครชอบทานชาเขียว ทราบหรือไม่ว่าชาเขียวมีประโยชน์หลายอย่าง วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

ชาเขียวประกอบด้วยสารอาหารธรรมชาติจำนวนมาก
 
มีสารโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ ในการเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์อย่างแรง และมีฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งด้วย

ชาเขียวสามารถส่งเสริมการรักษาเคมีบำบัดได้ด้วย
 
นอกจากนี้ชาเขียวยังมีผลดีต่อโรคหัวใจ และช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด มีการนำชาเขียวมาใช้ในการป้องกันและรักษาโรคหลายอย่าง ได้แก่ ป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง ไขมันคอเลสเตอรอสและไตรกลีเซอไรด์ ความดันโลหิต ลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด โรคหัวใจ โรคตับและโรคเหงือกอักเสบ

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาทานชาเขียวกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี

guest

Post : 20/02/2012 11:13     Forum: บทความน่าสนใจ  >  5 เคล็ดลับ ทานไขมันอย่างสุขภาพดี

 

5 เคล็ดลับ ทานไขมันอย่างสุขภาพดี

 




   ทำไมหลายคนจึงมองว่าไขมันเป็นสิ่งเลวร้าย หรือว่าเราจะรู้จักไขมันกันน้อยเกินไป เพราะไขมันไม่เพียงเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้วไขมันบางชนิดยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคและเสริมสุขภาพได้อีกด้วย อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้าได้เผย 5 เคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการทานไขมันมาฝากกัน


        1. อยากกินของผัด ของทอดต้องเลือกน้ำมัน คงเป็นที่ยอมรับกันว่าอาหารผัด หรือทอดเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน แต่ที่ต้องลดหรืองดนั้นก็เพราะห่วงเรื่องสุขภาพ ดังนั้นการเลือกน้ำมันที่ใช้ทอดจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่อดไม่ได้


        2. พิถีพิถันกับประเภทไขมัน ไม่ใช่ปริมาณไขมัน คงต้องยอมรับว่าไขมันหรือน้ำมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องเลือกชนิดของไขมันหรือน้ำมันที่ดีในการประกอบอาหาร ซึ่งน้ำมันที่ดีที่ควรรับประทาน ควรมีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวต่ำและไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ ลดระดับคลอเรสเตอรอลโดยไม่ลดเอชดีแอล ช่วยลดไตรกลีเซอร์ไรด์ได้


        3. หลีกเลี่ยงการกินไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ ไขมันเหล่านี้มักพบใน เนยเทียม มาการีน กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนื้อสัตว์ติดมัน ฯลฯ ซึ่งเป็นไขมันที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังทำให้ระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ตามมา


        4. อย่าลดไขมันตามแบบแฟชั่นด้วยอาหารไขมันต่ำ เพราะอาหารไขมันต่ำไม่ได้แปรว่าแคลอรี่จะต่ำไปด้วย มีหลายผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไขมันต่ำ แต่พบวามีน้ำตาล สารเพิ่มความเหนียว และสารปรุงแต่งอื่นๆ อีกมากมาย จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้พลังงานสูงกว่าอาหารไขมันตามธรรมชาติ


        5. ทดแทนไขมันหนักด้วยไขมันน้ำ เนย ครีม ไขมันสัตว์ เป็นไขมันหนักที่ทานแล้วจะทำให้มีแนวโน้มเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคอ้วน และภาวะคลอเรสเตอรอลสูง ดังนั้นจึงควรทดแทนไขมันหนักเหล่านี้ด้วยการใช้ไขมันน้ำแทน เพื่อให้ร่างกายได้รับไขมันเพียงพอในแต่ละวัน


        อย่างไรก็ดี แม้จะรู้ว่าไขมันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดแต่ก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกายแต่ละคน เพื่อสุขภาพที่ดีจะได้อยู่กับเราตลอดไป

 

 

guest

Post : 14/02/2012 16:44     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ดื่มนมผสมวิตามินดี บำรุุงกระดูก

 

ดื่มนมผสมวิตามินดี บำรุุงกระดูก

 

นักโภชนาการมหาวิทยาลัยเซอเรย์ และกรรมการคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และโภชนาการอังกฤษ   ศึกษาพบว่า การดื่มนมผสมวิตามินดีช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ทั้งยังป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งด้วย


วิตามินดีนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต ในการดูดซึมแคลเซียมไปเลี้ยงร่างกายและเพื่อความแข็งแรงของกระดูก และยังอาจจะป้องกันโรคสมองเสื่อมอีกด้วย มันยังมีอยู่ในอาหารพวกปลามันๆ กับไข่ แต่ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 80 ได้จากแสงแดดที่มาโดนเนื้อตัวของเรา การศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ยังได้แสดงว่า

   วิตามินดีมีสรรพคุณพอๆกับยาควบคุมโรคมะเร็งของต่อมลูกหมาก และยังจำเป็นกับสตรีมีครรภ์ กับเด็ก ป้องกันโรคปลอกหุ้มประสาทอักเสบได้ถึงร้อยละ  80  "วิตามินดีจำเป็นแก่ชีวิต   เพราะมีส่วนในการทำหน้าที่ต่างๆของร่างกาย   อยู่ยาวเป็นหางว่าว".

 

guest

Post : 13/02/2012 14:37     Forum: บทความน่าสนใจ  >  6 สุดยอดเครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

 

6 สุดยอดเครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

 

"น้ำ" ที่ทำให้หน้าท้องของเราแบนเรียบ ใช่ว่าจะต้องมีรสชาติไม่น่าอภิรมย์เสมอไป ลองกินน้ำเหล่านี้ดูแล้วคุณจะติดใจ!

      1. ชามินต์ใส่น้ำแข็ง

          รสเย็นของมิ้นต์จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก มิ้นต์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราย่อยสลายไขมัน แม้แต่ อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์ หรือสเต็กก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว และลดอาการท้องอืดได้ด้วย

      2. ชาเขียว

        นอกจากลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งและโรคหัวใจ ชาเขียวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสุดยอดตัวหนึ่งชื่อว่า "คาเตชิน" ซึ่งช่วยลด ไขมันบริเวณหน้าท้อง ถ้าคุณจิบชาเขียวก่อนออกกำลัง มันจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญในระหว่างออกกำลังกายด้วย

      3. น้ำเปล่าเสริมรส

         การทำให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอมีความสำคัญมาก หากคุณต้องการจะลดน้ำหนัก การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยรักษาสมดุลของ ของเหลวในร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ที่เป็นสาเหตุให้ท้องอืดป่องขึ้นมา) และแถมยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่ม จึงทำให้กินน้อยลง แต่ถ้าคุณไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ลองใส่สมุนไพรสด มะนาว ผลไม้ (หรือแม้แต่แตงกวาฝานก็ช่วยได้) เพื่อช่วยให้คุณดื่มน้ำมากขึ้น

      4. เฟลปเป้สับปะรด

          สับปะรดมีสารที่เรียกว่าโบรมีเลน ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายขึ้น ช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนี้ การใส่น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ ซึ่งมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวไม่อิ่มตัวก็จะช่วยให้หน้าท้องแบนราบได้ด้วย

      5. สมูธตี้แตงโม

           ตราบใดที่คุณไม่ใส่น้ำตาลเพิ่มในสมูธตี้ เครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายคุณชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสมูธตี้แตง โมที่มีแคลอรีต่ำเพียง 56 แคลอรีต่อแก้ว ไม่เพียงแต่แตงโมจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก มันยังมีสารอาหารมากมายรวมถึงไล โคปีนที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโน ชื่อว่าอาร์จินีน ซึ่งการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Nutrition ชี้ว่ามันช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อเรียว จึงช่วยให้หน้าท้องของคุณแฟบลงหน่อยนั่นเอง

       6. ดาร์กช็อกโกแลตเชค

          ขัดกับความเชื่อที่ว่ากันว่า ช็อกโกแลตผสมกับนมจะนำมาซึ่งความอ้วน เพราะดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยให้คุณผอมได้ โดยการลดความอยากอาหารอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่แก้วหนึ่งอาจมีถึง 400 แคลอรี คุณอาจจะต้องเตือนใจไว้ว่า ช็อกโกแลตเชคถือเป็นมื้ออาหารมากกว่าที่จะเป็นของว่างในวันที่คุณรีบ มันจึงเป็นอาหารเช้าที่ดีเชียวล่ะ

 

guest

Post : 03/02/2012 17:54     Forum: บทความน่าสนใจ  >  กลูต้าไธโอน ไม่ช่วยผิวขาว

 

กลูต้าไธโอน ไม่ช่วยผิวขาว

 

 

ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานกันต่อๆ มาว่า “กลูต้าไธโอน” เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องเป็นที่นิยมกันมาก


แม้คุณหมอจะออกมาเตือนว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น ถึงขั้นที่ อย.และแพทยสภาออกกฎข้อบังคับห้ามแพทย์นำมาฉีด เพราะเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค แต่ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครอยากฟัง กลับยิ่งแพร่ระบาดมากขึ้น


นายแพทย์ชลทิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวให้ข้อคิดกับสาวที่อยากสวยว่า ขอให้ยึดหลักสำคัญว่าการฉีดสารหรือสิ่งต่างๆเข้าร่างกายนั้นมีหลักสำคัญข้อเดียวคือ นำเข้าสู่ร่างกายก็ต้องสามารถเอาออกได้ ถ้าเอาเข้าแล้วเอาออกไม่ได้ หรือไม่สลายตัวไปเองถือว่าไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งแปลกปลอม


ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในเรื่อง “กลูต้าไธโอน” นั้น นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย บอกว่า เท่าที่ทราบมีการขายเกลื่อนตามเว็บไซต์ ราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่น่ากลัวคือมีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาวเกิดความสนใจ และซื้อหาไปทดลองทั้งฉีดและกินเพื่อให้ ตัวขาว ก็ขอแจ้งให้ทราบว่าไม่เป็นความจริง


นายแพทย์ชลทิศ บอกว่า ความจริงแล้วปกติร่างกายจะสร้างกลูต้าไธโอนได้เอง จากสารอาหารธรรมชาติที่รับประทาน เข้าไป เช่น เนื้อสัตว์ ผักสีเขียว รวมทั้งสมุนไพรอย่างอบเชย เป็นต้น เนื่องจากมันมีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ หรือสารพิษต่างๆ จากร่างกาย นอกจากนี้ ยังป้องกันความเสื่อมและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายอีกด้วย

ถึงแม้การฉีดกลูต้าไธโอนจะไม่ส่งผลอันตรายโดยตรงกับร่างกาย แต่การใช้เข็มฉีดเข้าตัวเองกัน อย่างแพร่หลาย โดยไม่ระมัดระวังและคำนึงถึงสุขอนามัยแล้ว อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกนับไม่ถ้วน
 

นั่นก็เป็นคำกล่าวเตือนจากคุณหมอในแวดวงความสวยงามโดยตรง รู้แล้วก็อย่าปล่อยให้โดนหลอกต่อไปโดยไม่จำเป็น

guest

Post : 02/02/2012 15:05     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ประโยชน์ดีดีของโยเเกิร์ต

 

ประโยชน์ดีดีของโยเเกิร์ต

 

กลิ่น ปาก ใช่ว่าเรื่องเล็ก ต่อให้รูปสวย รวยทรัพย์ แต่ปากเหม็น :S เสน่ห์ทุกอย่างก็หมดกัน

คุณ เคนอิชิ โฮโจ และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสึรูมิ ในเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการวิจัยและ พบว่า แบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ต โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด Streptococcus thermophilus และ Lactobacillus bulgaricus อาจมีผลต่อแบคทีเรียที่ เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก ของคนเราได้

โดยจากการทดลองพบว่า การกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน วันละ 6 ออนซ์ (ประมาณ 1 ถ้วย) จะช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในปาก อย่างเช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์

นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ที่ชอบกินโยเกิร์ตนั้น มักจะมีปริมาณคราบแบคทีเรียบนผิวฟัน (plaque) และอาการของโรคเหงืออักเสบน้อยกว่าคนทั่วไป

แม้ว่าจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยมากกว่านี้เพื่อยืนยันผลที่ได้ แต่นักวิจัยก็อ้างว่า การกินโยเกิร์ตน่าจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยในการป้องกันปากเหม็น

ข้อมูลเพิ่มเติมสุขภาพดีด้วยโยเกิร์ตแหล่งพลังงานจากนม

นม ๆ ปัจจุบันนี้นมถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ในรูปแบบที่ต้องการ ทั้งในด้านการบริโภค อุปโภค จนกระทั้งปัจจุบันนี้ถูกปรับมาเป็นเครื่องสำอาง เพราะในตัวของน้ำนมอุดมไปด้วยต่างๆ มากมายในตัวของนม

โดยถ้าพูดไปแล้ว โยเกิร์ตก็คือนมสดที่นำมาหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ จนน้ำตาลแลกโตสในนมเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก ทำให้นมมีรสเปรี้ยวและมีความข้นขึ้นจนเป็นลิ่ม การกินโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยให้ลำไส้มีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ช่วยแก้อาการท้องเสียเรื้อรังได้

ซึ่งในการกินโยเกิร์ตนั้นให้สารอาหารครบถ้วนเหมือนการดื่มนม แต่ไม่ทำให้ท้องเสียเหมือนที่บางคนมักเป็นเวลาดื่มนม นอกจากนั้นโยเกิร์ตยังมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างสารแอนติบอดี้ และเพิ่มปริมาณสารอินเฟอร์รอน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค

โดยในตัวของโยเกิร์ตยังมีสารไขมันธรรมชาติมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน อี 2 (Prostaglandin E2) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยปกป้องผนังกระเพาะจากสารกระตุ้นต่างๆ

เช่น แอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้ท้องว่าง ก็กินโยเกิร์ตรองท้องสักถ้วยก็คงดี และ การกินโยเกิร์ตยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งบริเวณเนื้อเยื่อกระดูก และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งได้อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยการแถม สูตรพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตให้กับสาวๆ ขั้นแรกล้างหน้าให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง แล้วนำโยเกิร์ตชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลึงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออก ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รับรองผิวหน้าจะเปล่งปลั่งสดใสแน่นอน

โยเกริ์ตถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากนมแต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารเพียบที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและสมอง

 

 

guest

Post : 01/02/2012 10:26     Forum: บทความน่าสนใจ  >  5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ

 

5 สุดยอดของว่างอาหารหัวใจ

 

 

กินไม่เลือกระวังจะสร้างไขมันมาอุดหัวใจ ไปดูกันดีกว่าว่าของว่างอร่อยๆ ช่วยบำรุงหัวใจมีอะไรบ้าง

       แอปเปิ้ล

          เป็นความจริงที่ว่าการกินแอปเปิ้ลวันละผลจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรงพยาบาล ในการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ แอปเปิ้ลเป็นอันดับสองของผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด(รองลงมาจากแครนเบอร์รี่) และยังมีใยอาหารชื่อเพคติน ควรทำปฏิกริยากับไฟโตนิวเทรียนท์อื่นๆ โดย สารต้านอนุมูลอิสรนะชื่อ Quercetin พบในแอปเปิ้ลจะช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่เป็นบ่อเกิดของโรคหลอดเลือดหัวใจและ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว ในขณะที่เพคตินช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล “เลว” แอปเปิ้ลยังมีคุณสมบัติต้านอาการอักเสบอีกด้วย
          Tip : แอปเปิ้ลทุกชนิดดีต่อหัวใจของคุณ แต่แอปเปิ้ลแดงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด

       บลูเบอร์รี่

          เบอร์รี่ชนิดนี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (โดยเฉพาะแมงกานีส วิตามินซีและอี) ซึ่งให้การป้องกันในระดับเซลล์เลยทีเดียว นอกจากการช่วยลดคอเลสเตอรอล “เลว” พร้อมกับการเพิ่มคอเลสเตอรอล “ดี” แล้ว ไฟโตนิวเทรียนท์ยังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ แถมยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติอีกด้วย
          Tip : บลูเบอร์รี่ที่ปลูกแบบออร์แกนิกมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด หากเป็นไปได้กินทุกวันก็ยิ่งดี ส่วนบลูเบอร์รี่แช่แข็งนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยลงมา

       ดาร์กช็อกโกแลต

          การศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ชี้ว่า มีอาหารเจ็ดกลุ่มที่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 75 และหนึ่งในนั้นก็คือดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งมีปริมาณโกโก้อยู่สูง โกโก้มีสารจำพวกฟลาวานอลที่ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดแดงได้ จึงช่วยลดโอกาสเกิดหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย
         Tip : กินแค่น้อยๆ ประมาณไม่เกิน 2 ตารางนิ้วต่อครั้ง และเลือกที่มีปริมาณโกโก้เกิน 70%

       องุ่น

          องุ่นมีสารอาหารปกป้องหัวใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี บี6 โพแทสเซียม และฟลาวานอยด์ สารอาหารเหล่านี้รวมกันจะช่วยควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยในการสูบฉีดเลือด โดยเฉพาะวิตามินบี6 ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอาการอักเสบ ลดโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวและความดันโลหิต
          Tip : ไม่ว่าจะองุ่นสดหรือองุ่นแช่แข็งก็มีสารอาหารเต็มเปี่ยมเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้กินเมล็ดด้วยนะ

       อัลมอนด์

           อัลมอนด์มีสารอาหารที่ดีต่อหัวใจมากมายได้แก่ ใยอาหาร วิตามินอี โพแทสเซียม และแมกนีเซียม โดยแมกนีเซียมนั้นจะช่วยให้ระดับความดันโลหิตเป็นปกติ ส่วนโพแทสเซียมสำคัญต่อการสูบฉีดเลือด นอกจากนี้ อัลมอนด์ยังเต็มไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นไขมันที่ดี ในการศึกษามากมายชี้ว่าไขมันชนิดนี้ช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้
          Tip : โรยอัลมอนด์กินกับแอปเปิ้ลคู่กับเนยถั่วแบบไม่หวาน ทั้งท้องอิ่มและดีต่อหัวใจด้วยนะ

 

guest

Post : 31/01/2012 15:04     Forum: บทความน่าสนใจ  >  3 เหตุผลที่ทำให้คุณแก่ก่อนวัย

 

3 เหตุผลที่ทำให้คุณแก่ก่อนวัย

 

เพราะความสวยและผิวที่อ่อนเยาว์ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นเจ้าของด้วยกันทั้งนั้น สาว ๆ ทุกคนจึงต้องพยายามดูแลผิวตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะผิวหน้า ถือเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น ก็ยังมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ดูแลผิวไปพร้อม ๆ กับการทำร้ายผิวตัวเองโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหากจะพินิจพิจารณากันจริง ๆ แล้ว จะเห็นว่ามีพฤติกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สาว ๆ มักจะละเลย และมันส่งผลให้คุณดูแก่ก่อนวัยไปอย่างไม่ได้ตั้งใจเลยทีเดียว ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ


 1. ขัดหน้าแรงเกินไป การขัดหน้าในที่นี้ รวมถึงการใช้สครับขัดหน้า ที่คุณอาจคิดไม่ถึงว่ามันทำร้ายผิวหน้าคุณด้วย ดังนั้น หากคุณขัดหน้าแรงหรือบ่อยเกินไป มันก็จะทำให้หน้าคุณแก่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว การขัดหน้าที่พอเหมาะพอดีที่สุด อยู่ที่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ


 2. ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไป มอยซ์เจอไรเซอร์ แม้จะดีต่อผิวในเรื่องการทำให้ใบหน้าชุ่มชื้นก็จริง แต่การใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไปก็ทำให้เกิดปัญหาผิวได้ไม่น้อย เพราะใบหน้าที่ชุ่มชื้นมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความมันบนใบหน้า ที่มันจะอุดตันรูขุมขน ดังนั้น สาว ๆ ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์อย่างพอเหมาะ เพราะโดยปกติแล้ว ผิวหน้าของคนเราจะผลิตน้ำมันออกมาให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว สาว ๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์มากเกินไป ทั้งใช้ในปริมาณมากเกินไป และใช้บ่อยเกินไปด้วย


 3. บีบสิว สาว ๆ ส่วนใหญ่รู้ดีว่าพฤติกรรมการบีบสิว ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับกัน กลับทำให้ใบหน้าของเรามีแผลเป็นจากการบีบสิว แต่หลายครั้งสาว ๆ ก็ยังคงแอบบีบสิวอยู่เป็นประจำ ซึ่งนั่นจะทำให้หน้าคุณไม่สวยใส และแก่ก่อนวัยอันควรในที่สุดค่ะ

รู้ อย่างนี้แล้ว สาว ๆ จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมยอดนิยมทั้ง 3 อย่างข้างต้นนี้นะคะ ทั้งนี้ ก็เพื่อสุขภาพผิวหน้าที่สดใส อ่อนเยาว์ และสุขภาพดีตลอดไปค่ะ

guest

Post : 26/01/2012 17:27     Forum: บทความน่าสนใจ  >  เลือกหมอนให้ นอนหลับฝันดี

 

เลือกหมอนให้ นอนหลับฝันดี

 

 

แต่เรื่องที่จะนอนให้หลับฝันดีได้ มันก็ต้องมีองค์ประกอบหลายส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกัน หนึ่งในนั้นก็คือต้องรู้จักเลือกหมอนดีๆ มาหนุนศีรษะด้วย

เรื่องของหมอนหนุนนอนนั้นต้องถือได้ว่าเป็นของส่วนตัวอีกชิ้นหนึ่ง ที่เรามักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันน้อยมาก บ้างก็มองข้ามความสำคัญไปซะงั้น แต่ความจริงแล้วก่อนจะเลือกซื้อหมอนก็มีเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญนำมาพิจารณาอยู่สัก 4 หัวข้อด้วยกันคือ


ข้อแรก ต้องรู้กันก่อนว่าตัวเรา เป็นโรคภูมิแพ้อะไรบ้างหรือเปล่า อย่างบางคนแพ้ปุยนุ่น หรือละอองขนเป็ดขนไก่ที่ใช้เป็นวัสดุไส้ในของหมอน ก็ต้องหลีกเลี่ยงวัสดุที่เราแพ้เหล่านั้น ไปใช้อย่างอื่นแทน อาจจะเป็นโฟม โพลีเอสเตอร์ หรือวัสดุธรรมชาติอย่างอื่น เป็นต้น


ข้อสอง เป็น เรื่องของขนาด แต่ละคนก็ชอบขนาดหมอนที่เล็กใหญ่แตกต่างกันไป บางคนก็ชอบมีหมอนกองเต็มเตียง แต่พอเอาเข้าจริงตอนนอนก็ใช้หมอนแค่หนึ่งหรือสองใบแค่นั้นเอง


ข้อสาม ถัดมาต้องดูว่าหมอนมี ความสามารถ ในการรองรับ ดีพอหรือไม่ ควรจะทดสอบความแน่นของหมอน โดยที่ถ้ามันมีแรงดัน นิดหน่อยก็แสดงว่าจะรองรับศีรษะได้มากกว่า สำหรับคนที่มักจะนอนหงายควรเลือกหมอนที่ต่ำและนิ่มกว่าเพื่อให้คออยู่ในตำแหน่งที่สบาย แต่ถ้าเป็นคนชอบนอนตะแคง ควรจะเลือกหมอนสูงกว่าสักหน่อย เพื่อจัดแนวสันหลังให้อยู่ในแนวตรงที่พอเหมาะพอดี


ข้อสี่ สุดท้ายเป็นเรื่องของ การดูแลรักษา ควรใช้ปลอกหมอนกันเปื้อนเพื่อยืดอายุการใช้งานไปได้นาน ๆ เพียงแค่นี้ก็คงจะพอช่วยให้นอนหลับฝันดี มีภูมิคุ้มกันโรคหวัดกันได้อย่างง่ายๆ ต่อไปตราบนาน.

guest

Post : 24/01/2012 17:58     Forum: บทความน่าสนใจ  >  ช็อกโกแลตลดอาการไอ

 

ช็อกโกแลตลดอาการไอ

 

     ใครว่าช็อกโกแลตเป็นได้แค่ขนมหวาน เพราะมีรายงานทางการแพทย์มากมายระบุว่า สารให้รสขมของช็อกโกแลต หรือทีโอโบรไมน์ (Theobromine) นั้น นอกจากจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ลดอาการเจ็บปวด ช่วยขยายหลอดเลือด และกระตุ้นระบบ ประสาทส่วนกลางแล้วยังช่วยแก้ไอเรื้อรังได้อย่างชะงัดและเพื่อต่อยอดคุณประโยชน์ดังกล่าว ขณะนี้บริษัทผลิตยาบางแห่งได้พยายามใช้สารสกัดจากช็อกโกแลตเพื่อเป็นส่วนผสม ใน ยาแก้ไอด้วย แต่กว่าจะถึงวันนั้น หากคุณมีอาการไอค่อกแค่กๆ ลองชงดาร์กช็อกโกแลตกับน้ำอุ่นแล้วจิบระหว่างวันดูสิคะ อร่อย ได้ประโยชน์ แถมยังหายจากอาการไอแสนทรมานอีกด้วย

 

guest

Post : 23/01/2012 14:49     Forum: บทความน่าสนใจ  >  5 วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

 

5 วิธีรักษาฝ้าให้หายขาด

 

1. การลอกหน้าด้วยสารเคมี

สารเคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก กรดไกลคอลิก อาจช่วยลอกผิวหนังส่วนบนทำให้ฝ้าจางลงได้แต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อน เช่น อาจเกิดรอยดำ การติดเชื้อ และแผลเป็น การลอกหน้าทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกออกไปเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิดไม่ควรลอกหน้าเพราะยาคุมทำให้เป็นฝ้าอยู่แล้วจะ ยิ่งทำให้รอยคล้ำหลังลอกเข้มมากกว่าปกติ

ผู้ที่เคยเป็นเริมที่ใบหน้าแพทย์อาจให้กินยาต้านไวรัสเริม 2 วันก่อนลอกต่อจนถึง 5 วันหลังลอก เพื่อลดการกำเริบของเริม หลังลอกหน้าต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ทายากันแดด ถ้าผิวลอกเป็นขุยมากอาจทาครีมให้ความชุ่มชื้น ถ้ามีการติดเชื้อหรือการกำเริบของเริมต้องรีบกลับมาพบแพทย์

2. การกรอผิวด้วยผงขัด (microdermabrasion)

วิธีนี้จะเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ สำหรับข้อดีของการกรอผิวด้วยผงขัดโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการขัดหน้าชนิดลึก (dermabrasion) ที่เคยนิยมในยุคก่อน คือ การกรอผิวด้วยผงขัดไม่ต้องอาศัยการดมยา เทคนิคนี้ไม่เจ็บทำซ้ำได้บ่อยทำง่ายและรวดเร็ว ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที

อย่างไรก็ตามการกรอผิวด้วยผงขัดมีข้อด้อย คือ ต้องทำซ้ำหลายครั้งและผลการรักษามีประสิทธิภาพน้อย ข้อแทรกซ้อนของการกรอผิวด้วยผงขัดคือ อาการตาแดง กลัวแสง และน้ำตาไหล การกรอผิวด้วยผงขัดเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยได้ผลในการรักษาฝ้า เพราะเทคนิคนี้ช่วยแค่ทำให้เม็ดสีในเซลล์ผิวหนังหลุดลอก

3. การใช้ความเย็นจัด (Cryotherapy)

การใช้ความเย็นจัดเป็นเทคนิคที่ใช้รักษาโรคผิวหนังหลายอย่าง พบว่าเซลล์ผิวหนังแต่ละชนิดถูกทำลายที่อุณหภูมิแตกต่างกัน คือ เซลล์ผิวหนัง (keratinocytes) ถูกทำลายที่อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ไวต่อความเย็นมาก ถูกทำลายที่อุณหภูมิเพียง -5 องศาเซลเซียส จึงมักพบผิวเป็นรอยขาวเมื่อใช้ความเย็นจัดในคนผิวสีเข้ม ใช้เทคนิคความเย็นจัดรักษาฝ้าแต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อนที่มีได้ตั้งแต่
- ข้อแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เจ็บแผล และเกิดตุ่มน้ำบริเวณที่ทำ
- ข้อแทรกซ้อนที่เกิดตามมา คือ มีเลือดออก ติดเชื้อ
- ข้อแทรกซ้อนที่เป็นอยู่ได้นาน คือ ผิวเป็นรอยดำ และมีการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึก
- ส่วนข้อแทรกซ้อนถาวร ได้แก่ ผมร่วง ผิวฝ่อ แผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็น ผิวเป็นรอยขาว และเกิดเปลือกตาปลิ้น

4. การใช้เทคนิคประจุไฟฟ้า(iontophoresis)

เมื่อ พ.ศ. 2536 มีงานวิจัยของคณะแพทย์ญี่ปุ่นระบุว่าใช้เทคนิคไอออนโตของวิตามินซีมารักษา ฝ้าและรอยดำจากการเกิดผื่นแพ้สัมผัสทำให้รอยดำเหล่านี้จางลงได้บ้างและช่วย ให้ผิวหนังสดใสขึ้น มีงานวิจัยของแพทย์เกาหลีที่ยืนยันว่าการทำไอออนโตด้วยวิตามินซีช่วยรักษา ฝ้าได้จริง วิธีไอออนโตจัดเป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้าและในปัจจุบันยังไม่มีวิธี ใดๆ ที่จะรักษาฝ้าให้หายขาดได้ ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาตัวที่จะนำมาทำไอออนโต ผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง หรือผิวหนังติดเชื้อบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก ห้ามรับการทำไอออนโต

5. การใช้เทคนิคฉายแสง (Phototherapy)

ยังไม่นิยมใช้เทคนิคฉายแสงในการรักษาฝ้าเพราะมีราคาสูงผลการรักษายังไม่แน่ นอนกลับเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษาและอาจเกิดข้อแทรกซ้อนที่ใช้กันเช่น เลเซอร์และแสงความเข้มสูง (IPL) เทคนิคนี้มีข้อแทรกซ้อน คือ อาการเจ็บปวด ผิวแดง บวม และรอยดำหลังการอักเสบ

สารพัดเทคนิคเสริมเพื่อรักษาฝ้าที่กล่าวไปแล้วส่วนใหญ่เป็นวิธีที่มีค่าใช้ จ่ายสูงไม่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดไม่กลับเป็นซ้ำและอาจมีผลแทรกซ้อนได้ จึงควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมและต้องเข้าใจว่ายังไม่มีวิธีใดที่รักษาฝ้าให้ หายขาดและไม่กลับเป็นซ้ำตลอดชีวิตได้

 

guest

Post : 16/01/2012 16:24     Forum: บทความน่าสนใจ  >  12 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง

 

12 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง

 


1. อย่าเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น
เป็นหลักการ ง่ายๆ แต่หลายคนก็ยังทำใจแข็งไม่ได้เสียที วิธีแก้คือ ต้องทำใจยอมรับตัวตนของเราที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สีผิว รูปร่าง ฯลฯ ทุกคนเกิดมาย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นจงรักตนเอง ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็นดีที่สุด

2. จงเปรียบกับคนที่ด้อยกว่า
สำหรับ คนที่กำลังท้อแท้ คิดว่าตนเองแย่ที่สุดแล้ว ให้หันมามองผู้ที่ลำบากกว่า หรือจะลองเป็นอาสาสมัครไปเยี่ยมผู้ยากไร้ขาดโอกาสดูบ้างก็ได้ เพราะการทำเช่นนี้นอกจากจะสร้างกำลังใจ ให้ตนเองต่อสู้กับความยากลำบากแล้ว ยังได้บุญกุศลอีกด้วย

3. ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก
ไม่ ควรคิดว่าไม่มีใครเข้าใจปัญหาของเรา หรือไม่มีใครสนใจ อันที่จริงหากเรามองไปรอบด้าน ก็จะเห็นว่าหลายคนยินดีที่จะช่วยเหลือเรา เพียงแต่ว่าเราไม่ได้เอ่ยปากขอร้องเท่านั้นเอง แน่นอนว่าหากเราตกที่นั่งลำบาก และสิ่งที่ขอให้ช่วยก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงนัก เชื่อว่ามีคนเต็มใจช่วยแน่นอนค่ะ

4. พูดคุยกับเพื่อน
เมื่อ ไรที่มีปัญหาหนักใจ อย่าลังเลที่จะปรึกษาเพื่อนสนิท หรือว่าหากเกิดขัดใจกันขึ้นมา อย่าลังเลที่จะเปิดอกพูดคุยกัน อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาคาใจ

5. ปรึกษานักบำบัด
หาก พบว่าตนพยายามแก้ไขวิธีคิดแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที ให้นัดเวลาพูดคุยกับนักบำบัด หรือจิตแพทย์ก็ได้ ไม่ต้องกลัวหรืออายว่าคนอื่นจะหาว่าบ้า เพราะหากปล่อยให้กังวลใจอยู่เช่นนี้สุขภาพจิตเสียแน่นอน

6. ให้รางวัลตนเอง
หลังจากที่ผ่านงานยากๆ หรืออุปสรรคหนักๆ เช่น ไปท่องเที่ยวพักผ่อน นัดสังสรรค์กับเพื่อนรู้ใจ

7. เก็บความภูมิใจลงในบันทึก
ให้ จดบันทึกข้อดี ลักษณะเด่น ความสามารถพิเศษ หรือความสำเร็จที่ตนเอง ภาคภูมิใจลงบนไดอารี่ หรือสมุดจด อาจทำเครื่องหมายเน้นผลงานที่ทำสำเร็จ เพราะเมื่อไรที่หยิบมาอ่านจะได้ชื่นใจ เกิดความภูมิใจในความสามารถของตนเอง หรืออาจใช้วิธีประเมินตนเองอย่างยุติธรรม โดยจดสิ่งที่ตนทำสำเร็จในแต่ละวัน แล้วประเมินอาทิตย์ละครั้ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง

8. เสริมจุดเด่นลดจุดด้อย
อย่าลังเลที่จะเรียน หรือทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ ไม่แน่คุณอาจจะมีพรสวรรค์บางอย่างซ่อนอยู่แบบไม่รู้ตัวมาก่อนก็ได้

9. พยายามทำกิจกรรมที่ตนชื่นชอบ
ไม่ ต้องกังวลว่าต้องไปตามลำพังตราบใดที่ยังชอบและมีความสุขกับกิจกรรมนั้นๆ เช่น ไปเรียนวาดรูป เรียนภาษาต่างประเทศ ฯลฯ นอกจากจะทำให้จิตใจแจ่มใส ยังอาจจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ เจอคนหลากหลายมากขึ้น

10. อย่าโทษตัวเองไปเสียทุกเรื่อง
ปรับวิธีคิดให้มีเหตุและผลมากขึ้นกว่าเดิม

11. เผชิญหน้ากับการว่ากล่าว
การ ว่ากล่าวนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจจะเกิดอาการสะเทือนใจมากกว่าคนอื่น เพื่อจะลบความรู้สึกนี้ก่อนอื่นต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการว่ากล่าว เช่น ติเพื่อก่อ หรืออคติ หากเข้าข่ายประเด็นหลัง อย่าเก็บมาใส่ใจ เพราะจะยิ่งบั่นทอนความมั่นใจให้ลดน้อยลงไปอีก แต่หากเป็นเหตุผลแรก ให้ยิ้มสู้ รับฟังและกล่าวขอบคุณ นำคำตินั้นมาปรับปรุงพัฒนาตนเอง

12. ดูแลสุขภาพตนเอง
พยายาม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ รักษาความสะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วิธีดูแลตนเองเช่นนี้นอกจากจะให้บุคลิกภาพดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้จิตใจแจ่มใสอีกด้วย ไม่ให้จิตใจจดจ่อ หมกมุ่นอยู่กับข้อด้อยของตนเองมากไป

การเปลี่ยนแปลง ความคิดและทัศคติตนเองต่อการมองโลกเพื่อเพิ่มความมั่นใจอาจดูยาก และใช้ความอดทนพอสมควร แต่ความมั่นใจนี้เองจะทำให้คุณมีความสุขกับชีวิต กลายเป็นคนใหม่ที่รักและพอใจกับสิ่งที่คุณเป็น

 

1 | 2 | 3 다음 끝